- สภาพพื้นที่ของพื้นที่นาข้าวในจังหวัดพิษณุโลกที่ตั้งและภูมิประเทศ
จังหวัดพิษณุโลกตั้งอยู่ในภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทย มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดอุตรดิตถ์ทางทิศเหนือ จังหวัดเลยและเพชรบูรณ์ทางทิศตะวันออก จังหวัดพิจิตรทางทิศใต้ จังหวัดกำแพงเพชรทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ และจังหวัดสุโขทัยทางทิศตะวันตก ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 10,816 ตารางกิโลเมตร หรือคิดเป็นประมาณ 4,176 ตารางไมล์ ทำให้เป็นจังหวัดขนาดใหญ่ลำดับที่ 15 ของประเทศไทย (Wikipedia, 2025) พื้นที่การเกษตรของจังหวัดมีขนาด 4,893 ตารางกิโลเมตร คิดเป็น 45.2% ของพื้นที่ทั้งหมด (Wikipedia, 2025) ภูมิประเทศของจังหวัดพิษณุโลกมีความหลากหลาย ประกอบด้วยเทือกเขาเพชรบูรณ์ทางด้านตะวันออก พื้นที่ราบลุ่มกว้างใหญ่ในส่วนอื่นๆ ของจังหวัด แม่น้ำน่านและแม่น้ำแควน้อยไหลผ่านพื้นที่ โดยแม่น้ำน่านมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเกษตรของจังหวัด เนื่องจากเป็นแหล่งน้ำสำหรับการชลประทานและเป็นส่วนหนึ่งของลุ่มน้ำเจ้าพระยา (Phitsanulok Guide, 2021) ตัวเมืองพิษณุโลกตั้งอยู่บริเวณที่แม่น้ำทั้งสองสายบรรจบกัน จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “สองแคว” (Infogalactic, 2015)เนื่องจากพิษณุโลกเป็นส่วนหนึ่งของแถบที่เรียกว่า “ยุ้งข้าวของประเทศไทย” (bread basket of Thailand) จังหวัดจึงมีความสำคัญในฐานะศูนย์กลางการผลิตข้าวและพืชเศรษฐกิจอื่นๆ ทั้งเพื่อบริโภคภายในประเทศและส่งออก (Wikipedia, 2025) ในปี 2561 (2018) จังหวัดพิษณุโลกมีผลผลิตข้าวรวม 1,284,164 ตัน นอกจากนี้ยังมีพืชเศรษฐกิจสำคัญอื่นๆ ได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง และข้าวโพด (Wikipedia, 2025)
- สภาพภูมิอากาศ
จังหวัดพิษณุโลกมีลักษณะภูมิอากาศแบบเขตร้อนชื้น (tropical climate) โดยได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ แบ่งออกเป็น 3 ฤดูที่ชัดเจน ได้แก่ ฤดูฝน (พฤษภาคม-ตุลาคม) ฤดูหนาว (พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์) และฤดูร้อน (มีนาคม-เมษายน) อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 28°C ในพื้นที่ราบ แต่จะเย็นกว่าในเขตภูเขา (Phitsanulok Guide, 2021)ปริมาณน้ำฝนในพื้นที่มีความผันแปรตามฤดูกาล โดยมีฝนตกชุกในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม อัตราการระเหยน้ำและความชื้นสัมพัทธ์สูงตลอดทั้งปี ทำให้พื้นที่มีความเหมาะสมสำหรับการปลูกข้าวทั้งในฤดูน้ำหลัก (in-season) และฤดูแล้ง (off-season) โดยอาศัยน้ำจากระบบชลประทาน (Punyawansiri et al., 2020) การผลิตข้าวในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกสามารถทำได้ปีละ 2 ครั้ง ประกอบด้วย ข้าวนาปี (ฤดูฝน) ตั้งแต่เดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน และข้าวนาปรัง (ฤดูแล้ง) ตั้งแต่เดือนธันวาคม-เมษายน อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ส่งผลกระทบต่อรูปแบบการตกของฝนและความพร้อมของแหล่งน้ำในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำที่เก็บในเขื่อนสิริกิติ์ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญสำหรับการชลประทานในจังหวัดพิษณุโลกและอุตรดิตถ์ ได้ประสบปัญหาระดับน้ำต่ำกว่าเกณฑ์ปกติในหลายปี (USDA, 2021) ส่งผลให้เกิดความท้าทายในการจัดสรรน้ำสำหรับการเพาะปลูกข้าวนาปรัง
- สมบัติของดิน
สมบัติของดินในพื้นที่นาข้าวจังหวัดพิษณุโลกมีลักษณะเฉพาะที่เหมาะสมต่อการปลูกข้าว โดยพื้นที่ส่วนใหญ่มีดินสีดำอุดมสมบูรณ์ (rich black soil) ที่มีธาตุอาหารและอินทรียวัตถุจำนวนมาก (Infogalactic, 2015; Phitsanulok Guide, 2021) จากการศึกษาสมบัติทางเคมีและกายภาพของดินในพื้นที่ทดลองของกรมชลประทานในจังหวัดพิษณุโลก พบว่าดินในชั้นผิว (ความลึก 0-30 เซนติเมตร) มีลักษณะเป็นดินเหนียว (clay) ประกอบด้วยทราย 8.6-8.8% ตะกอน (silt) 10.3-11.0% และดินเหนียว 80.4-80.9% (Punyawansiri et al., 2020)
ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ของดินอยู่ในช่วง 5.0-5.3 ซึ่งอยู่ในระดับเป็นกรดเล็กน้อย (slightly acidic) เหมาะสมสำหรับการปลูกข้าว ปริมาณอินทรียวัตถุ (organic matter) อยู่ในช่วง 2.5-4.6% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับปานกลางถึงดี (Punyawansiri et al., 2020) สำหรับธาตุอาหาร พบว่าฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ (available P) มีค่าอยู่ที่ 2.4-3.0 ppm และโพแทสเซียมที่สกัดได้ (total extractable K) อยู่ที่ 38.0-40.0 ppm (Punyawansiri et al., 2020)
ความสามารถในการอุ้มน้ำของดิน (field capacity) อยู่ที่ประมาณ 40.8% และจุดเหี่ยวถาวร (permanent wilting point) อยู่ที่ 27.4-28.7% (Punyawansiri et al., 2020) คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้ดินในพื้นที่สามารถอุ้มน้ำไว้ได้ดีและรักษาความชื้นสำหรับการเจริญเติบโตของข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในระบบการปลูกข้าวแบบท่วมน้ำ ซึ่งเป็นวิธีการปลูกหลักของพื้นที่
นอกจากนี้ระบบคลองชลประทานที่ซับซ้อนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตรที่ทันสมัย รวมถึงปริมาณน้ำฝนที่เพียงพอ ได้ส่งเสริมให้พื้นที่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการปลูกข้าวอย่างยิ่ง (Infogalactic, 2015) ด้วยเหตุนี้ การผลิตข้าวจึงเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลักของจังหวัด โดยในปี 2561 (2018) ภาคเกษตรกรรมสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับจังหวัดถึง 28,029 ล้านบาท หรือคิดเป็น 28% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (Wikipedia, 2025) และมีแรงงานในภาคเกษตรกรรมถึง 199,292 คน คิดเป็น 41.9% ของแรงงานทั้งหมดในจังหวัด (Wikipedia, 2025) อย่างไรก็ดี แม้ว่าพื้นที่จะมีศักยภาพสูงในการผลิตข้าว แต่ก็ยังเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความผันแปรของปริมาณฝนและภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น เช่น น้ำท่วมและภัยแล้ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลผลิตข้าวและความมั่นคงทางอาหารในพื้นที่ (UNDP Thailand, 2025)

